
ในปี 2568 สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การปรับสมดุลกำลังการผลิตของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ตลอดจนความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจประเทศหลัก ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นลงเป็นระยะ ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวในระดับค่อยเป็นค่อยไป จากแรงสนับสนุนของการลงทุนภาครัฐ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน แม้ยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนทางการเงิน
ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ได้บริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการกระจายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 263 ล้านบาท รายได้จากการดำเนินงานรวม 19,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปีก่อนหน้า และมีกำไรขั้นต้น 465 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 แม้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน อันเป็นผลจากการแข่งขันด้านราคาและความผันผวนของต้นทุน ทั้งนี้บริษัทยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินและสภาพคล่องได้ในระดับที่เหมาะสม และยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้การบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม
คณะกรรมการบริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ โดยในปี 2568 บริษัทได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเยี่ยม” (5 ดาว) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย ผ่านการต่ออายุการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับผลการประเมินหุ้นยั่งยืน “SET ESG Ratings ระดับ A” ประจำปี 2568 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจของ SEAOIL ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG)
พร้อมกันนี้ บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC (International Sustainability and Carbon Certification) เพื่อรองรับการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล (Biodiesel) อันเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
บริษัทเชื่อมั่นว่าการผสานความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการ ความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ตามภาวะตลาด และการยึดมั่นในธรรมาภิบาล จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น และสร้างคุณค่าร่วมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน พันธมิตรทางธุรกิจ และพนักงานทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนและร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางความท้าทายของปีที่ผ่านมา และขอให้มั่นใจว่า บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป